[Chapter 03] Kingdom Hearts : The Stories
posted on 19 Feb 2008 18:29 by kriff in Article
Kingdom Hearts
Chapter 03 : Night of Fate
โดนัลด์, กูฟฟี่และจิมินี่อยู่บนบันไดเวียน พวกเขาสามคนกำลังเดินลงไปชั้นล่างสุด
"กรอวช์, โลกของนายก็หายไปด้วยหรือจิมินี่" กูฟฟี่ถามหลังจากได้ฟังเรื่องเล่าในอดีตของจิมินี่
"มันเลวร้ายมากเลยครับ พวกของเรากระจัดกระจายกันไปหมด เท่าที่ผมรู้ ผมเป็นเพียงคนเดียวที่เอาตัวรอดมาถึงปราสาทแห่งนี้ได้"
"กูฟฟี่?" โดนัลด์ทักขึ้นเพื่อที่จะย้ำถึงเรื่องที่เขาบอกไว้อยู่เสมอ เนื่องจากโดนัลด์สังเกตเห็นความเสี่ยงในบทสนทนานี้
"อ๊ะ จริงด้วยสิ" กูฟฟี่เรียบเรียงความจำของตน แล้วพูดต่อ "ชั้นเข้าใจน่า ระหว่างที่เราอยู่ที่โลกอื่นนั้น เราห้ามพูดถึงเรื่องของสถานที่ที่เรามาเลย เพราะเราจำเป็นต้องรักษา"ขอบของโลก"สินะ"
"กฎต่างหากล่ะ"
"นั่นสินะ "กฏของโลก""
"เฮ้อ..."
"ชั้นว่าเราคงต้องหาเสื้อผ้าใหม่ใส่เมื่อเราไปถึงที่นั่นล่ะนะ"
เมื่อกูฟฟี่พูดจบ เขาและโดนัลด์ก็ได้เดินผ่านประตูบานหนึ่งที่อยู่ชั้นล่างสุดเพื่อเข้าสู่ห้องถัดไป
ห้องนี้เป็นห้องกว้าง มีเครื่องจักรทำงานอยู่มากมายทำให้เกิดเสียงดังอยู่ตลอดเวลา กลางห้องมียานลำหนึ่งจอดอยู่ ดูเหมือนว่าเป็นยานที่จะพากูฟฟี่และโดนัลด์ไปยังทราเวอร์สทาวน์
หลังจากที่โดนัลด์ได้เข้ามาในห้องแล้ว เขาก็ได้พูดใส่ลำโพงทันที
"สวัสดีครับ โดนัลด์ ดัคเรียกเจ้าหน้าที่ปล่อยยาน จัดการได้ทันทีที่คุณพร้อม"
เสียงของโดนัลด์ได้ออกสู่ห้องของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ชิพได้ฟังคำสั่งเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่เดลก็ได้วิ่งไปสับคันโยกเพื่อที่จะส่งผู้โดยสารขึ้นเครื่อง
มือสีขาวคู่ใหญ่ได้โผล่ออกมาอุ้มตัวโดนัลด์และกูฟฟี่ไปบนเครื่อง ขณะนั้นเองพลูโตก็ได้กระโดดขึ้นยานเพื่อที่จะได้ติดตามคนทั้งสองออกเดินทางไปด้วย
จากนั้นเครื่องยนต์ก็ทำงาน ยานที่โดนัลด์, กูฟฟี่ และพลูโตโดยสารอยู่ก็ค่อยๆดันตัวเองสูงขึ้น และในตอนนั้นเบื้องหน้ายานของพวกเขา ประตูบานใหญ่ก็ค่อยๆเลื่อนออก เปิดเป็นทางให้พวกเขาเดินทางออกไปสู่ภายนอก
ที่จุดขึ้นยาน ราชินีและเดซี่ได้มาส่งคนทั้งสอง โดนัลด์ได้หันมามองเดซี่แวบหนึ่งก่อนที่จะขยิบตาข้างหนึ่งให้เธอเป็นเชิงว่าไม่ต้องห่วง
ยานเริ่มสั่น ไอพ่นได้ปล่อยไฟออกมาแล้วเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าอีกชั่วครู่ ยานก็จะออกจากลานจอดแล้ว
"พุ่งไปเลย!!" โดนัลด์ร้องตะโกนพลางชี้นิ้วไปยังประตูด้านหน้า
ทันใดนั้น สัญลักษณ์ลูกศรชี้ลงก็ปรากฎขึ้นตรงหน้ายาน ก่อนที่พื้นใต้ยานจะเปิดออกแล้วยานก็ดิ่งลงสู่ห้วงอวกาศ ทำเอาคนที่ชี้นิ้วทำเหมือนว่ายานจะออกทางด้านหน้าหน้าแตกเละเทะ แล้วยานก็เริ่มออกเดินทางไปสู่ทราเวอร์สทาวน์อันเป็นเป้าหมายแรกของคนทั้งสอง
ณ ช่วงเวลานั้น เด็กชายคนหนึ่งนอนเล่นอยู่บนเตียง เขากำลังรอคอยการเดินทางในวันพรุ่งนี้อย่างใจจดใจจ่อ คำพูดของไคริยังคงก้องอยู่ในหัวของเขา
....ชั้นรอไม่ไหวแล้วล่ะ ทันทีที่เราออกนั่งแพออกไปกัน มันคงจะรู้สึกดีนะ....
โซระนอนอยู่อีกซักพัก ก่อนที่เขาจะสังเกตว่ามีพายุพัดมาบนเกาะ
"พายุงั้นเหรอ?" เขาอุทานเบาๆก่อนที่จะนึกถึงเรื่องสำคัญที่สุดขึ้นมาได้ "ไม่นะ! แพจะเป็นไงบ้างล่ะเนี่ย!!"
"โซระ อาหารเย็นเสร็จแล้วนะ ลงกินมาได้แล้ว" เสียงของแม่ของโซระได้เรียกเขา แต่ว่าไม่มีเสียงตอบกลับมา เพราะตอนนี้ในห้องของโซระนั้นว่างเปล่า มีเพียงเสียงสายลมพัดเข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดอยู่และเสียงฝนที่สาดเข้ามาในห้องเท่านั้น
ก้อนพลังงานสีดำแดงลูกหนึ่งลอยอยู่เหนือเดสทินี่ไอส์แลนด์ โซระได้จ้องมองมันอย่างสงสัย
"นั่นอะไรน่ะ?" เขาถาม แม้จะรู้ว่าไม่มีใครตอบเขาก็ตามที
ตอนนี้เด็กชายได้มาอยู่ที่ท่าเทียบเรือแล้ว เขามองไปรอบๆเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ และเขาก็คิดถูก มีสิ่งผิดปกติอยู่จริงๆ
"เรือของริคุ! ของไคริด้วย!" เขาอุทานเมื่อสังเกตว่าเรือทั้งสองลำถูกนำออกมา ซึ่งคนที่นำออกมาจะเป็นใครไม่ได้นอกเสียจากตัวเจ้าของเรือ
โซระคิดว่าทั้งสองคนคงจะอยู่ด้วยกันในตอนนี้ เขาจึงตั้งใจจะตามไปสมทบ แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา เขาก็ต้องตกใจสุดขีดกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า
สัตว์ประหลาดสีดำที่เขาเคยเจอ สัตว์ประหลาดตัวที่เขาเห็นในฝันเมื่อวาน ตอนนี้มันอยู่เบื้องหน้าเขา ที่เดสทินี่ไอส์แลนด์แล้ว และมันก็ไม่ได้มาเพียงตัวเดียวเสียด้วย
โซระโล่งอกไปได้นิดหน่อยเมื่อเขาพบว่าอสุรกายยักษ์นั้นไม่ได้มาด้วย เขาหยิบดาบไม้คู่กายเขาขึ้นมาและฟาดลงไปใส่สัตว์ประหลาดตัวที่อยู่ใกล้ตัวเขามากที่สุดทันที
ผัวะ!!
แล้วโซระก็ต้องตกตะลึง เมื่อเสียงที่เขาได้ยินไม่ใช่เสียงที่เขาฟาดดาบใส่สัตว์ประหลาด หากแต่เป็นเสียงที่ดาบไม้ทะลุผ่านตัวสัตว์ประหลาดไปกระแทกกับพื้น
เมื่อเขารู้แล้วว่าดาบไม้ของเขาไร้พลังโดนสิ้นเชิงเมื่อถูกใช้ต่อกรกับสัตว์ประหลาดเหล่านี้ เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหนี แต่เขาก็ไม่สามารถจะทิ้งเพื่อนทั้งสองของเขาได้เมื่อเขารู้ว่าสัตว์ประหลาดพวกนี้กำลังอาละวาดอยู่บนเกาะ
โซระคิดว่าริคุและไคริอาจจะอยู่ด้วยกันที่เกาะเล็กก็เป็นได้ เขาจึงรีบมุ่งหน้าไปที่นั่นทันที
เขาคิดไม่ผิดซะทีเดียว ริคุอยู่บนเกาะนั้น แต่ไม่มีวี่แววของไคริในบริเวณนั้นเลย
"ไคริอยู่ไหนกันล่ะ? ชั้นคิดว่าเธอจะอยู่กับนายซะอีก" เขารีบเอ่ยปากถามริคุทันที
"ประตูได้เปิดออกแล้ว" ริคุตอบ ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้สนใจคำถามของโซระเลย
"ว่าไงนะ?"
"ประตูเปิดออกแล้วล่ะโซระ! ตอนนี้เราสามารถไปที่โลกอื่นได้แล้ว!!"
"นายพูดเรื่องอะไรของนายอยู่? เราต้องหาไคริให้เจอก่อน!!"
"ไคริก็จะไปกับพวกเราด้วย!"
โซระตะลึงในคำตอบของริคุ ก่อนที่จะฟังเขาพูดต่อ
"เมื่อพวกเราไปแล้ว เราอาจจะไม่ได้กลับมาที่นี่ ไม่ได้เจอพ่อแม่ของเราอีกต่อไป จะหันหลังกลับก็ไม่ได้แล้วด้วย" ริคุเงียบไปซักพักก่อนที่จะพูดต่อ "แต่นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวของพวกเรา เราจะยอมให้ความกลัวมาหยุดเราไว้ไม่ได้! ชั้นน่ะไม่กลัวความมืดหรอกนะ!!"
ทันทีที่ริคุพูดจบ เขาก็ยื่นมือมาให้โซระ
"ริคุ..." โซระอุทานเบาๆ เขาไม่เข้าใจเลย ริคุตอนนี้ดูแปลกไปจากทุกที
ทันใดนั้น ความมืดก็เขาห้อมล้อมตัวริคุไว้และค่อยๆดูดกลืนตัวเขาลงไป เมื่อโซระเห็นดังนั้นเขาก็ไม่อาจนิ่งเฉย เขารีบวิ่งเข้าไปหวังจะดึงตัวริคุออกมา แต่เมื่อเขาเข้าไปใกล้ตัวริคุ เขาก็เริ่มถูกความมืดดูดกลืนเช่นกัน
ในอาการตื่นตระหนก โซระได้แต่ยื่นมือเข้าไปหาริคุ แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามเอื้อมเข้าไปขนาดไหนมือของเขาก็ไม่สามารถไปถึงมือของริคุได้ ทั้งสองคนจึงถูกความมืดกลืนลงไปทั้งคู่
ในห้วงแห่งความมืด โซระมองไม่เห็นอะไรเลย ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเขาดำมืดไปหมด แต่ซักพักหนึ่ง แสงสว่างก็เริ่มส่องประกายออกมาท่ามกลางความมืดมิด จนกระทั่งมันกลืนกินความมืดจนหมด
เมื่อแสงสว่างจางลง โซระพบว่าตัวเองนั้นกลับมายืนอยู่บนเกาะเล็กที่เดสทินี่ไอส์แลนด์ จุดที่เขาได้ถูกความมืดกลืนลงไป เพียงแต่ว่าตอนนี้ ริคุได้หายไปจากที่เดิมแล้ว
แล้วโซระก็รู้สึกได้ว่าตนเองนั้นถือวัตถุบางอย่างอยู่ จากสัมผัสทำให้เขาทราบว่ามันไม่ใช่ดาบไม้ที่เขาพกอยู่เป็นประจำแน่ๆ เขาจึงได้ก้มลงมอง แล้วเขาก็พบว่าสิ่งที่เขาถืออยู่นั้นเป็นอาวุธที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
อาวุธนี้มีสีเงินทั้งแท่งยกเว้นที่หุ้มดาบของมันที่เป็นสีทอง จากความยาวและลักษณะของด้ามจับพอทำให้เดาได้ว่าอาวุธนี้คือดาบ เพียงแต่มันไม่มีความคมอยู่เลย เมื่อโซระพิจารณาดูดีๆ เขาก็เห็นว่าอาวุธนี้มีลักษณะเหมือนกุญแจชอบกลอยู่ หรือสิ่งที่เขาถืออยู่จะเป็นเพียงกุญแจขนาดยักษ์กันแน่
"คีย์เบลด.... คีย์เบลด...."
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากที่ไหนซักแห่ง ซึ่งมันก็ทำให้โซระพอจะรู้ได้ว่าสิ่งที่เขาถืออยู่นั้นเรียกว่า"คีย์เบลด"นั่นเอง
ก่อนที่โซระจะรู้ตัว เขาก็พบว่าฝูงสัตว์ประหลาดได้ตามเขามาทัน และมันก็ล้อมตัวเขาเอาไว้แล้วด้วย
ในตอนนั้นโซระตัดสินใจที่จะเสี่ยง เขาใช้คีย์เบลดฟันใส่สัตว์ประหลาดที่อยู่ตรงหน้าเขาอย่างเต็มแรง หวังแต่ว่าคีย์เบลดนี้จะสามารถทำอันตรายแก่สัตว์ประหลาดตัวนี้ได้ ไม่มากก็น้อย
ผัวะ!!
สัตว์ประหลาดเป้าหมายสลายไปตรงหน้าโซระ และดูเหมือนว่าพวกมันตัวอื่นจะค่อยๆถอยจากตัวเขาด้วย ผลลัพธ์ของการโจมตีครั้งนี้มากกว่าที่เขาหวังไว้เสียอีก ทำให้เขาจึงเข้าใจว่าคีย์เบรดเป็นอาวุธที่ใช้ต่อกรกับสัตว์ประหลาดพวกนี้นี่เอง
ในวินาทีนั้น โซระนึกถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
ไคริ...
โซระออกตามหาไคริไปรอบๆเกาะ จัดการสัตว์ประหลาดที่มาขวางทางเป็นระยะๆ แต่เขายังไม่พบตัวไคริเลย จนกระทั่งยังเหลือสถานที่ที่เขายังไม่ได้ไปหาอีกเพียงที่เดียว นั่นคือที่ฐานลับใต้ต้นไม้
โซระเดินเข้าไปในฐานลับ แล้วเขาก็พบเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ด้านใน
"ไคริ!!" เขาเรียกชื่อของเด็กสาวทันที
ไคริหันมาช้าๆก่อนที่จะเรียกชื่อคนที่มาทักเธอ "โซระ..."
ไคริเองก็เหมือนกับริคุ เธอมีท่าทีแปลกออกไปจากที่เคยเป็น ซึ่งนั่นก็ทำให้โซระแปลกใจไม่แพ้กัน
ทันใดนั้น ประตูบานที่เปิดไม่ได้ในฐานลับก็เปิดออกมา เป็นผลให้มีแรงลมขนาดมหาศาลอัดเข้าใส่เด็กทั้งสอง
ด้วยความที่ต้านแรงลมไว้ไม่ไหว ไคริจึงปลิวตามลมลอยมาทางโซระ ส่วนโซระ เมื่อเขาเห็นไคริลอยมา เขาจึงอ้าแขนรอรับตัวเธอไว้
ฮวบ!
ไคริลอยทะลุผ่านตัวโซระแล้วหายตัวไป ทิ้งให้โซระยืนงงอยู่ตรงนั้น ก่อนที่เขาจะต้านแรงลมไม่ไหวเสียเอง และถูกพัดกระเด็นออกมาจากฐานลับใต้ต้นไม้
เมื่อโซระรู้สึกตัว เขาก็ต้องตกตะลึงกับสภาพของเกาะที่เป็นอยู่ ซึ่งแทนที่จะเรียกว่าเกาะ น่าจะเรียกว่าซากของเกาะจะเหมาะเสียยิ่งกว่า
พื้นที่ของเกาะตอนนี้เล็กเสียยิ่งกว่าชายหาดที่เคยมีอยู่เดิมเสียด้วยซ้ำ ก้อนพลังงานที่ลอยอยู่หนือเกาะก็ได้ค่อยๆดูดกลืนวัตถุรอบๆเกาะเข้าไปโดยยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทะเลก็ถูกความมืดกลืนหายไปเสียแล้ว ตอนนี้เดสทินี่ไอส์แลนด์เหลืออยู่เพียงพื้นที่เล็กๆแห่งนี้เท่านั้น
แต่แล้ว โซระก็รู้สึกได้ว่าตนเองนั้นไม่ได้อยู่เพียงลำพัง และเมื่อเขาหันหลังไปดู อสุรกายยักษ์ก็ยืนอยู่ตรงนั้น ในสภาพที่พร้อมต่อสู้เต็มที
แม้ว่าโซระจะเคยแพ้อสุรกายตนนี้มาก่อน แต่ครั้งนี้เขากลับไม่กลัวเลย เพราะเขาเชื่อมั่นในพลังของคีย์เบลด พลังที่เขาเชื่อว่ามีไว้ต่อกรกับสิ่งมีชีวิตพวกนี้ เขามั่นใจว่าคีย์เบลดจะช่วยให้เขาล้มอสุรกายตนนี้ลงได้
ก่อนที่โซระจะรู้ตัวว่าเขาคิดผิดก็สายเกินไปเสียแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพสะบักสะบอมเต็มทน การโจมตีของเขาเข้าไม่ถึงตัวของอสุรกายเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน แทบจะทุกหมัดของอสุรกายกลับซัดเข้าใส่ตัวโซระแบบจังๆเสมอ
ตอนนี้โซระเข้าใจแล้วว่าแม้คีย์เบลดจะมีพลังทำลายล้างสูงเพียงใด แต่หากผู้ใช้ไม่มีความสามารถก็ไร้ซึ่งความหมายโดยสิ้นเชิง ตัวเขานั้นยังขาดความการฝึกฝนอยู่อีกมากนัก
เปรี้ยง!!
อีกหมัดหนึ่งของอสุรกายพุ่งเข้าใส่หน้าอกของโซระทำให้เขากระเด็นออกไปนอนกอง หมัดนี้นับว่าเผด็จศึกเด็กชายได้ เพราะตอนนี้เขาลุกไม่ไหวอีกแล้ว อสุรกายยักษ์ตนนี้ได้เดินเข้าไปใกล้โซระมากยิ่งขึ้นพร้อมกับง้างหมัดสุดท้ายขึ้นมา หวังจะจบชีวิตเขา
แต่ทันใดนั้น ก้อนพลังงานก็เริ่มดูดกลืนแรงขึ้นมา และเริ่มดูดทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปในตัวของมัน ไม่เว้นแม้แต่อสุรกายยักษ์ตนนี้หรือแม้แต่ตัวโซระเอง
แม้ว่าโซระจะรอดชีวิตจากการถูกอสุรกายฆ่าไปได้ แต่เขาเองก็ถูกดูดอยู่เช่นกัน เขาจับท่อนไม้ที่ฝังอยู่กับพื้นที่บริเวณนั้นเพื่อยึดไม่ให้ตัวเองถูกดูดขึ้นไปได้ทันเวลา แต่ด้วยฤทธิ์ของบาดแผลเขาจึงไม่สามารถยึดไว้ได้นานนัก จนกระทั่งเมื่อหลุดมือโซระก็ถูกก้อนพลังงานดูดหายขึ้นไป
- Chapter 03 - End -